ARTICLE & GALLERY
ตอนที่ 1
มารู้จักครีมเทียมกันเถอะ
ครีมเทียม (Non-Dairy Creamer) คือวัตถุดิบอาหารที่ใช้ให้ความมัน ความกลมกล่อม และเนื้อสัมผัสนุ่มละมุน คล้ายครีมหรือนม แต่ไม่ได้ผลิตจากนมสัตว์โดยตรง ครีมเทียมส่วนใหญ่มาจากน้ำมันพืช คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนจากพืช ผ่านกระบวนการทางเทคโนโลยีอาหารเพื่อให้สามารถละลายได้ดีและให้รสชาติคงที่ นิยมนำไปใช้ในเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ ชา โกโก้ รวมถึงเบเกอรี่และอาหารแปรรูป ครีมเทียมช่วยเพิ่มความหอมมัน ลดความฝาดของเครื่องดื่ม และช่วยควบคุมคุณภาพของรสชาติให้สม่ำเสมอ จึงเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน
กระบวนการผลิตครีมเทียม กระบวนการได้มาของครีมเทียมเริ่มจากการคัดเลือกวัตถุดิบหลัก เช่น น้ำมันพืช คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนจากพืช ซึ่งทำหน้าที่ให้ความมัน โครงสร้าง และความกลมกล่อม จากนั้นนำมาผสมกับน้ำและสารช่วยอิมัลซิไฟ เพื่อให้น้ำมันกระจายตัวเข้ากับน้ำได้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนผสมจะถูกผ่านกระบวนการโฮโมจีไนซ์ด้วยแรงดันสูง เพื่อให้อนุภาคไขมันมีขนาดเล็กและมีความเสถียร ก่อนนำไปผ่านกระบวนการทำให้แห้งด้วยเทคโนโลยีสเปรย์ดราย จนได้ครีมเทียมในรูปผงที่ละลายง่าย ไม่จับตัวเป็นก้อน และเก็บรักษาได้นาน กระบวนการทั้งหมดถูกควบคุมอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อให้ได้ครีมเทียมที่มีคุณภาพ รสชาติคงที่ และเหมาะกับการใช้งานในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายประเภท
ครีมเทียมทำไมถึงสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร ครีมเทียมมีความสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะช่วยเพิ่มความมัน ความกลมกล่อม และเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนให้กับอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ขึ้นกับฤดูกาลหรือความผันผวนของวัตถุดิบนม ครีมเทียมยังมีความเสถียรสูง ทนความร้อน และไม่แยกชั้นง่าย ทำให้เหมาะกับการผลิตในระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ลดต้นทุน และควบคุมคุณภาพรสชาติให้ได้มาตรฐานเดียวกันในทุกล็อตการผลิต ด้วยความยืดหยุ่นในการปรับสูตร ครีมเทียมจึงสามารถออกแบบให้ตอบโจทย์สินค้าได้หลากหลาย ทั้งเครื่องดื่ม เบเกอรี่ และอาหารแปรรูป จึงถือเป็นวัตถุดิบเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน
ตอนที่ 2
ครีมเทียม ไม่จำเป็นต้องมี ไขมันทรานส์ เสมอไป
ไขมันทรานส์ คือไขมันชนิดหนึ่งที่เกิดจากกระบวนการดัดแปลงโครงสร้างของกรดไขมันไม่อิ่มตัว โดยมักเกิดขึ้นในกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงในน้ำมันพืช เพื่อให้น้ำมันมีความคงตัวมากขึ้น เก็บรักษาได้นาน และทนต่อความร้อน ไขมันทรานส์พบได้ในอาหารแปรรูปบางประเภท และหากบริโภคในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อระดับไขมันในเลือด โดยเพิ่มไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และลดไขมันชนิดดี (HDL) ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารจึงให้ความสำคัญกับการลดหรือหลีกเลี่ยงการใช้ไขมันทรานส์ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีไขมันทางเลือก เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยและสอดคล้องกับแนวโน้มด้านสุขภาพของผู้บริโภค
หลายคนมักเข้าใจว่าครีมเทียมต้องมีไขมันทรานส์อยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริง ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด ในอดีตครีมเทียมบางสูตรอาจใช้ไขมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของไขมันทรานส์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารได้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยหันมาใช้น้ำมันพืชที่ไม่ก่อให้เกิดไขมันทรานส์ และเลือกกระบวนการผลิตที่ไม่สร้างโครงสร้างไขมันทรานส์ตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร ครีมเทียมสมัยใหม่จำนวนมากจึงสามารถผลิตได้โดยไม่มีไขมันทรานส์ หรือมีในระดับที่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแล ความสำคัญจึงอยู่ที่การเลือกวัตถุดิบและการตรวจสอบฉลากโภชนาการ มากกว่าการเหมารวมว่าครีมเทียมทุกชนิดมีไขมันทรานส์เสมอ
การเลือกครีมเทียมที่ไม่มีไขมันทรานส์ ควรเริ่มจากการอ่านฉลากโภชนาการอย่างละเอียด โดยมองหาคำว่า “ไขมันทรานส์ 0 กรัม” ในตารางโภชนาการ และตรวจสอบส่วนประกอบว่ามีการใช้ น้ำมันพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oil) หรือไม่ หากไม่พบข้อความดังกล่าว แสดงว่ามีแนวโน้มปลอดไขมันทรานส์มากขึ้น นอกจากนี้ควรเลือกครีมเทียมจากผู้ผลิตที่ระบุชัดเจนว่าใช้เทคโนโลยีไขมันทางเลือก หรือมีการพัฒนาสูตรให้สอดคล้องกับแนวโน้มด้านสุขภาพ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการเลือกสินค้าที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยอาหารและมีแหล่งที่มาน่าเชื่อถือ เพราะสะท้อนถึงการควบคุมคุณภาพตลอดกระบวนการผลิต การเลือกอย่างมีข้อมูลจึงช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า ครีมเทียมที่ใช้นั้นให้ทั้งรสชาติและความปลอดภัยควบคู่กัน
ตอนที่ 3
ครีมเทียม เลือกให้ดี มีประโยชน์
ครีมเทียมชนิดต่างๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายในอุตสาหกรรมอาหารและการบริโภค โดยแต่ละชนิดมีประโยชน์และจุดเด่นแตกต่างกัน ครีมเทียมสำหรับเครื่องดื่มช่วยเพิ่มความหอมมัน ลดความขมและความฝาด ทำให้กาแฟ ชา หรือโกโก้มีรสชาติกลมกล่อมขึ้น ครีมเทียมชนิดทนความร้อนเหมาะกับการใช้ในเบเกอรี่และอาหารแปรรูป เพราะไม่แยกชั้นและคงโครงสร้างได้ดีระหว่างการอบหรือการผลิต ครีมเทียมชนิดให้โฟมหรือเนื้อสัมผัสพิเศษช่วยยกระดับประสบการณ์การดื่ม เช่น เครื่องดื่มพรีเมียมและเมนูพิเศษ นอกจากนี้ยังมีครีมเทียมสูตรควบคุมไขมันหรือสูตรปราศจากไขมันทรานส์ ที่ตอบรับกระแสสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง โดยภาพรวม ครีมเทียมจึงไม่ได้มีประโยชน์แค่เพิ่มความอร่อย แต่ยังช่วยควบคุมคุณภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการพัฒนาสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในทุกระดับ
ครีมเทียมแต่ละชนิดจะมี “สารเด่น” แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์การใช้งาน โดยครีมเทียมสำหรับเครื่องดื่มมักเด่นที่ น้ำมันพืช ซึ่งให้ความมันและความนุ่มละมุน ร่วมกับ อิมัลซิไฟเออร์ เช่น โมโน-และไดกลีเซอไรด์ เพื่อช่วยให้น้ำมันกระจายตัวดีและไม่แยกชั้น ครีมเทียมสำหรับกาแฟโดยเฉพาะจะเสริม คาร์โบไฮเดรต เช่น กลูโคสไซรัปหรือมอลโตเดกซ์ทริน เพื่อช่วยลดความขมและเพิ่มความกลมกล่อม ส่วนครีมเทียมสำหรับเบเกอรี่หรืออาหารแปรรูปจะเด่นที่ โปรตีนจากพืช ซึ่งช่วยเสริมโครงสร้าง ความคงตัว และทนความร้อน ในขณะที่ครีมเทียมสูตรโฟมหรือพรีเมียมจะให้ความสำคัญกับ สารปรับเนื้อสัมผัส (stabilizer) เพื่อให้ได้เนื้อเนียนและสัมผัสพิเศษ นอกจากนี้ครีมเทียมยุคใหม่ยังเน้นใช้น้ำมันพืชที่ ปราศจากไขมันทรานส์ เพื่อสอดคล้องกับแนวโน้มสุขภาพของผู้บริโภค ทำให้ครีมเทียมแต่ละชนิดมีเอกลักษณ์และบทบาทเฉพาะในอาหารและเครื่องดื่มที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ตอนที่ 4
ครีมเทียมแต่ละชนิด
ครีมเทียมแต่ละชนิดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากแหล่งวัตถุดิบที่แตกต่างกัน ทั้งรสชาติ ความหอมมัน และเนื้อสัมผัสที่ให้ประสบการณ์ไม่เหมือนกัน การเลือกครีมเทียมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความอร่อย แต่ยังเกี่ยวข้องกับการใช้งานและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เมื่อเข้าใจพื้นฐานของครีมเทียมแต่ละชนิดแล้ว เราจะเห็นชัดว่าครีมเทียมสามารถสร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างหลากหลายมากกว่าที่คิด
- ครีมเทียมจากนม (Dairy Creamer/Half & Half) ให้รสชาติที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติที่สุด
จุดเด่นคือ มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า เช่น CLA และกรดไขมันโอเมก้า 3 (โดยเฉพาะจากวัวที่เลี้ยงด้วยหญ้า) แต่ไม่เหมาะกับคนบางกลุ่ม เช่น ไขมันสูง หรือ แพ้แลคโตสในนมวัว
- ครีมเทียมธัญพืช (Plant-Based/Grain Creamer) ผลิตจากพืช เช่น ข้าวโพด ข้าวกล้อง เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้นมวัว (Non-Dairy) หรือวีแกน จุดเด่นมักมีใยอาหาร (Fiber) และปลอดภัยต่อผู้ที่แพ้แลคโตสในนม
- ครีมเทียมจากถั่วเหลือง (Soy-based Creamer) มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคทั้งด้านโภชนาการและการใช้งาน ครีมเทียมจากถั่วเหลืองช่วยเพิ่มความนุ่มละมุนและความอิ่มท้องจากโปรตีนพืช เหมาะกับผู้แพ้นมและผู้บริโภคสาย Plant-based สารสำคัญคือ โปรตีนถั่วเหลือง ที่ช่วยเสริมโครงสร้างและความคงตัว พร้อมด้วย เลซิทินจากถั่วเหลือง ที่ทำให้เนื้อครีมเนียน และ ไอโซฟลาโวน ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่ได้รับความสนใจด้านสุขภาพ
- ครีมเทียมจากมะพร้าว (Coconut-based Creamer) เป็นครีมเทียมจากพืชที่โดดเด่นด้านความหอมมันตามธรรมชาติ ให้รสสัมผัสเข้มข้นและนุ่มให้ความหอมมันตามธรรมชาติ ช่วยลดความขมของกาแฟและเพิ่มบอดี้ให้เครื่องดื่ม สารสำคัญคือ ไขมันจากมะพร้าวและ MCTs ซึ่งให้พลังงานรวดเร็ว พร้อม กรดไขมันสายกลาง ที่ช่วยเสริมเนื้อสัมผัสและความกลมกล่อมอย่างเป็นธรรมชาติ
- ครีมเทียมน้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil Non-Dairy Creamer) เป็นครีมเทียมจากพืชที่เน้นภาพลักษณ์ด้านสุขภาพและความสมดุลของไขมัน มีรสชาติอ่อน นุ่ม ไม่กลบกลิ่นเครื่องดื่ม เหมาะกับผู้ใส่ใจสุขภาพหัวใจ สารสำคัญได้แก่ ไขมันไม่อิ่มตัว และ แกมมา-ออริซานอล (γ-Oryzanol) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พร้อมด้วย วิตามินอี (Tocopherols & Tocotrienols) ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านโภชนาการ

” จากเมล็ดหนึ่งสู่วัฒนธรรมทั่วโลก “
กาแฟเป็นมากกว่าเครื่องดื่มยามเช้า แต่คือหนึ่งในวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงผู้คนนับพันล้านทั่วโลกเข้าด้วยกัน เริ่มต้นจากเรื่องเล่าในชนบทแอฟริกา สู่ถ้วยกาแฟร้อนที่เราดื่มในทุกเช้า — เรื่องราวของกาแฟเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และประโยชน์ต่อร่างกายที่น่าค้นหา
1. ประวัติและเรื่องเล่าของกาแฟ
เรื่องราวของกาแฟมีจุดเริ่มต้นในแถบเอธิโอเปีย จากตำนานของชาวเลี้ยงแพะที่สังเกตเห็นความกระฉับกระเฉงหลังสัตว์กินผลเชอร์รี่สีแดง ต่อมากาแฟได้แพร่หลายเข้าสู่โลกอาหรับและยุโรป จนกลายเป็นเครื่องดื่มที่มีบทบาททั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ การดื่มกาแฟจึงสะท้อนถึงการแลกเปลี่ยนความรู้และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคสมัยในแง่ของสายพันธุ์ กาแฟที่ได้รับความนิยมในระดับโลกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ อาราบิก้า และ โรบัสต้า ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาราบิก้าโดดเด่นด้วยรสชาติที่นุ่มนวล กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมซับซ้อน เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบกาแฟที่มีมิติของรสชาติ ขณะที่โรบัสต้าให้รสเข้ม แข็งแรง และมีคาเฟอีนในระดับที่สูงกว่า จึงตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการพลังและความเข้มข้นในทุกถ้วย ทั้งสองสายพันธุ์ต่างเติมเต็มโลกของกาแฟให้มีความหลากหลายและน่าค้นหา
2. สายพันธุ์หลัก: อาราบิก้า vs โรบัสต้า
ในโลกของกาแฟ มีสองสายพันธุ์หลักที่คนรักกาแฟทั่วโลกคุ้นเคยคือ อาราบิก้า (Arabica) และ โรบัสต้า (Robusta) ซึ่งมีความแตกต่างทั้งในด้านลักษณะเมล็ด สภาพการปลูก และรสชาติ
🔹 อาราบิก้า (Coffea arabica)
• เป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพสูงและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก
• ปลูกได้ดีในพื้นที่สูงและอากาศเย็น พร้อมรสชาติที่นุ่มนวล กลมกล่อม พร้อมโน้ตผลไม้หรือช็อกโกแลตที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบ
• มีปริมาณคาเฟอีนต่ำกว่าโรบัสต้า (ประมาณ 1.2–1.5%)
• ต้องการการดูแลและสภาพแวดล้อมที่เฉพาะเจาะจงจึงจะให้ผลผลิตคุณภาพดี
🔸 โรบัสต้า (Coffea canephora)
• เติบโตได้ดีในพื้นที่ต่ำและอากาศที่อบอุ่นกว่า
• มีปริมาณคาเฟอีนมากกว่าอาราบิก้า (ประมาณ 2.2–2.7%) ทำให้รสชาติขม เข้ม และแรงกว่า
• มีความต้านทานต่อโรคและแมลงมากกว่า ทำให้ปลูกง่ายและให้ผลผลิตสูง
• มักถูกนำมาใช้ในกาแฟสำเร็จรูปหรือเป็นส่วนผสมในเมล็ดกาแฟหลายชนิด
ทั้งสองสายพันธุ์จึงเหมือนสองขั้วของกาแฟ — อาราบิก้าสำหรับคนรักรสชาติที่ละเอียดอ่อน และโรบัสต้าสำหรับคนต้องการพลังและความเข้มข้นในทุกแก้ว.
ตอนที่ 2
” กาแฟเป็นมากกว่าเครื่องดื่มที่ช่วยให้ตื่นตัว “
สรรพคุณและประโยชน์ของกาแฟ
กาแฟเป็นมากกว่าเครื่องดื่มที่ช่วยให้ตื่นตัว เพราะในเมล็ดกาแฟมีสารธรรมชาติหลายชนิดที่ส่งผลต่อสุขภาพ:
- คาเฟอีน เป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางตามธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความตื่นตัว ลดความง่วง และเสริมสมาธิในการทำงานหรือการเรียนรู้ คาเฟอีนยังมีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพของสมรรถภาพทางกาย โดยช่วยลดความเมื่อยล้าและกระตุ้นการใช้พลังงานของกล้ามเนื้อ จึงมักถูกบริโภคก่อนการออกกำลังกายหรือกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูง อย่างไรก็ตาม การบริโภคคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง เช่น ใจสั่น หรือการนอนไม่หลับ
- สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เช่น โพลีฟีนอล ซึ่งช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของความเสื่อมของร่างกายและโรคเรื้อรังหลายชนิด งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่าการดื่มกาแฟในปริมาณเหมาะสมอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังบางชนิด เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 โรคตับ และโรคทางระบบประสาทบางประเภท
- การดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสม เชื่อมโยงกับโอกาสลดความเสี่ยงของโรคบางชนิด เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 และโรคพาร์กินสันในบางกรณี
นอกจากนี้กาแฟยังช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น และช่วยให้เรามีสมาธิและความจำที่ดีขึ้นในระยะสั้นเมื่อดื่มก่อนทำงานหรือศึกษา กาแฟยังมีบทบาทในการช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อและเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย โดยคาเฟอีนช่วยลดความรู้สึกล้าและเพิ่มความทนทานของร่างกายในระยะสั้น อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่พบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำในปริมาณเหมาะสม อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าน้อยลง เนื่องจากกาแฟมีผลต่อสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกสดชื่น.
ตอนที่ 3
” กาแฟน่าสนใจไม่แพ้รสชาติ “
ความน่าสนใจของกาแฟอื่นๆ
- กาแฟเป็นผลไม้จริงๆ — เมล็ดกาแฟเติบโตอยู่ในผลเชอร์รี่ที่อยู่ตรงกลางของพุ่มไม้
- ประเทศต่างๆ มีบทบาทต่างกันในวงการกาแฟ: บราซิลเป็นผู้ปลูกกาแฟรายใหญ่ที่สุด ขณะที่ประเทศฟินแลนด์มีสถิติการดื่มกาแฟต่อหัวสูงที่สุดในโลก
- กาแฟดีแคฟก็ยังมีคาเฟอีน แม้ในปริมาณน้อยกว่า 3%
- กาแฟคือเรื่องราวที่เชื่อมโลกเข้าด้วยกัน — จากตำนานหมู่บ้านเล็กๆ ในแอฟริกา สู่วัฒนธรรมการดื่มที่แพร่หลายทั่วโลก วันนี้เราได้รู้จักสายพันธุ์หลักอย่างอาราบิก้าและโรบัสต้า พร้อมทั้งประโยชน์และบทบาทของกาแฟในชีวิตประจำวัน ไม่เพียงแต่กาแฟเติมพลัง แต่ยังเติมเต็มความสนใจและการเรียนรู้ในหลายมิติของชีวิตเรา
- ถ้วยกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีความจุมากถึง 26,000 ลิตร
- ใช่แล้ว คุณอ่านถูกแล้ว! ถ้วยกาแฟที่ใหญ่ที่สุดที่เคยผลิตคือ 26,939.22 ลิตร โดยเกิดจากเบียร์ที่ผลิตในเม็กซิโกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2022 ใช้กาแฟ 300 กิโลกรัม และปัจจุบันได้รับการบันทึกกินเนสส์บุ๊กส์สถิติโลก
- ผู้คนในสหราชอาณาจักรชอบกาแฟมาก
- แม้ว่าชาวอังกฤษจะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกว่าชอบดื่มชา แต่ความจริงข้อนี้อาจจะทำให้คุณประหลาดใจ เพราะคนอังกฤษทั่วประเทศดื่มกาแฟประมาณ 95 ล้านถ้วยต่อวัน
นอกจากนี้ กาแฟยังมีความน่าสนใจในแง่ของกระบวนการแปรรูปเมล็ด ซึ่งแต่ละวิธี เช่น Washed, Honey และ Natural ส่งผลต่อกลิ่นและรสชาติอย่างชัดเจน กาแฟยังเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก รองจากน้ำมันดิบ อีกทั้งวัฒนธรรมการดื่มกาแฟในแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน ตั้งแต่เอสเปรสโซเข้มข้นของอิตาลี ไปจนถึงกาแฟใส่นมและเครื่องเทศในบางภูมิภาค นอกจากนี้ กลิ่นของกาแฟยังถูกนำไปใช้ในงานวิจัยด้านจิตวิทยา พบว่าสามารถช่วยกระตุ้นความรู้สึกผ่อนคลายและความพร้อมในการทำงานได้.
@dr.pow สุขภาพดีเริ่มต้นที่นี่! พร้อมความรู้สุขภาพ ที่ง่ายและสนุก กับ Dr.POW ดูแลตัวเองได้ง่ายๆ ทุกวัน! #ดูแลสุขภาพ #เคล็ดลับสุขภาพ #อาหารดี #ชีวิตสุขภาพดี #เคล็ดลับสุขภาพดี #ดูแลตัวเอง #สุขภาพง่ายๆ #DrPOW #สุขภาพดี #การดูแลตัวเอง ♬ original sound - Dr.pow
@dr.pow PM 2.5 หนักเเบบนี้ดูแลพ่อแม่ยังไงดี? #เคล็ดลับสุขภาพดี #สุขภาพดี #การดูแลตัวเอง #ฝุ่นpm25 #ผู้สูงอายุ #ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ♬ original sound - Dr.pow
@dr.pow คลายร้อนด้วยความหวาน หรือกำลังพาน้ำตาลพุ่งไม่รู้ตัว? #หน้าร้อน #อาหารคลายร้อน #สุขภาพดี ♬ เสียงต้นฉบับ - Dr.pow